คือ รสชาติของหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แปลกต่างและไม่เหมือนใครเด็ดขาด
เพราะนี่คือ หนังของ เควนติน ทารันติโน ผู้โด่งดังในทางทำให้คนดูอึ้ง ...!!!
หลังจากไปโม้น้ำลายแตกฟองกับใครๆ มาหลายวงและหลายปี ที่สุดหนังของ เควนติน ทารันติโน (ผู้กำกับ From Dusk Till Dawn, Desperado, Pulp Fiction, Reservoir Dogs ฯลฯ) ที่หยิบยืมชื่อมาจากงานปี 1978 ของ เอนโซ แคสเทลลารี ก็สำเร็จออกมาเป็นตัวเป็นตน
ย้อนเวลากลับไปสู่สมัยของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเยอรมันบุกเข้ายึดครองฝรั่งเศส โชซานนา ไดรย์ฟัส (เมลานี โลรองต์) ได้เห็นสมาชิกในครอบครัวถูกสังหาร โดยทหารนาซีที่มี พ.อ.ฮานส์ แลนดา (คริสตอฟ วอลต์ซ) เป็นผู้นำ หญิงสาวหลบหนีไปปารีส ปรากฏตัวในฐานะเจ้าของโรงหนังแห่งหนึ่ง
ขณะที่ ร.ท.อัลโด เรน (แบรด พิตต์) จัดตั้งกลุ่มทหารอเมริกันเชื้อสายยิวเพื่อล้างแค้นแบบสุดเหี้ยม จนเป็นที่หวาดกลัวและเป็นที่รู้จักในชื่อ “แก๊งสุดแสบ” ต่อมาหน่วยนี้ได้ร่วมมือกับสายลับเยอรมัน บริดเจ็ต วอน แฮมเมอร์สมาร์ก (ไดแอน ครูเกอร์) ดาราหนังชื่อดังเพื่อโค่นกลุ่มผู้นำนาซี
โชคชะตาจึงนำพาให้ทุกคนมาพบกันที่โรงหนังของโชซานนา ซึ่งก็มีแผนแก้แค้นของเธอเอง
ด้วยโทนของหนัง (ที่ผู้สร้างบอกว่า “เหมือนดินแดนตะวันตก แต่ในอารมณ์แบบสงครามโลกครั้งที่ 2”) นี่คือ เทพนิยายสไตล์ชาย (โฉด) อย่าง เควนติน ทารันติโน (ถ้าเล่าให้เด็กฟังเป็นต้องร้องจ้าดังสามบ้านแปดบ้านแหงมๆ) เปิดฉากและดำเนินเรื่องอย่างเนิบนาบ ตัวละครช่างพูดๆๆๆ กดดันๆๆๆ (ครอกกกก ... เสียงกรนจากที่นั่งข้าง!?) เนิ่นนานกว่าฉากแอ็กชันที่แฟน (บางคน) ของ เควนติน ทารันติโน รอคอยจึงปรากฏและจบลงโดยเร็ว
เมื่อได้ดูแล้วก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เพราะคิดไปก่อนว่า คงจะมีฉากรบแบบมโหฬาร การสังหารหมู่ ศพกระจัดกระจาย ฯลฯ อะไรเทือกพรรค์นั้น แต่ปรากฏว่า ...ไม่!!!
แม้จะไม่มีฉายแอ็กชันมากมาย (เท่ากับหนังเรื่องอื่นของ เควนติน ทารันติโน) แต่ทุกฉากรับประกันความเสียวซ่านและโหด (เลือด) สาด
นี่คือ งานนานาชาติของจริง ในเรื่องเต็มไปด้วยภาษานู่นนี่นั่นให้ต้องปรับหูแทบไม่ทัน ดูจากรายละเอียดต่างๆ นานาในหนังแล้วเชื่อว่า เควนติน ทารันติโน ย่อมหมดเปลืองพลังงานกับการคิดและทำอย่างมากมายมหาศาล เพลงที่ เควนติน ทารันติโน (ผู้เป็นมีรสนิยมทางดนตรี) เลือกนำมาประกอบนั้นย่อมไม่ธรรมดา เป็นทั้งเพลงคลาสสิกที่นำมาอะเรนจ์ใหม่ หรือเพลงที่แต่งขึ้นเฉพาะ
ตัวละครในเรื่องล้วนน่าสนใจ เพราะสีสันชีวิตซึ่งถูกแต่งแต้มขึ้น มุขเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะที่ยัดใส่ในไดอะล็อก หลายประโยคเป็นความคิดเห็นแบบส่วนตั๊วส่วนตัวของ เควนติน ทารันติโน แน่ๆ อย่างเช่น คำพูดของโชซานนา เจ้าของโรงหนังที่บอกว่า “นี่คือ ประเทศฝรั่งเศสนะ เราให้เกียรติผู้กำกับกัน ...” โอ๊ย เจ็บจัง ด่าใคร ประเทศไหนเหรอที่ไม่ให้เกียรติผู้กำกับ ...?
หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยนักแสดงชาย จึงทำให้สาวสวยอย่าง ไดแอน ครูเกอร์ และเมลานี โลรองต์ โดดเด้งยิ่งขึ้น นักแสดงรับเชิญมากมายมาปรากฏตัวกันคนละแวบสองแวบ อย่างเช่นดาราตลก ไมค์ ไมเยอร์ส ที่แสดงเป็นนายพลเฟเนช แต่ที่แฟ้มบุคคลต้องปรบมือให้คือ คริสตอฟ วอลต์ซ ในบท พ.อ.แลนดา ทหารนาซีโหดจิต (โหดเหี้ยมบวกโรคจิต) ที่แสดงได้อย่างเกือบไร้ที่ติ จึงไม่แปลกใจเมื่อเขาคว้ารางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากเทศกาลเมืองคานส์ ตอนต้นปี
คนที่เป็นแฟนความหล่อเหลาของ แบรด พิตต์ ก็ต้องผิดหวัง เมื่อบท ร.ท.อัลโด เรน ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ฉายรัศมีความหล่อ มีแต่โรคเหี้ยมและโรคจิต ซึ่งแบรด พิตต์ ก็ทำหน้าที่ได้ไม่เลว บางฉากทำให้อดหัวเราะพรืดใหญ่ไม่ได้ เพราะพี่เขาตั้งใจ๊ตั้งใจ โถ ... ก็คนเขาเคยหล่อ อ่ะนะ
หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ เควนติน ทารันติโน อาจจะทำให้เราอึ้งทึ่งเสียวปนฮา (น้อยๆ พองาม) แต่เนื้อในที่ซ่อนไว้ลึกๆ นั่นคือ ความเศร้าแท้ๆ เพราะสงครามไม่เคย “ให้” อะไร นอกจากความสูญเสียและเจ็บปวด
นี่คือ รสชาติที่แปลกใหม่ร้ายเหลือจาก เควนติน ทารันติโน ซึ่งทำให้อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ว่าร้ายนักร้ายหนา อาจจะต้องหลีกทางให้
เมื่อ แบรด พิตต์ มารวมหัวกับ เควนติน ทารันติโน เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ
ที่มา post today