ไปดูมาแล้ว : Rachel Getting Married


ยังอยู่ในบรรยากาศวันแม่ ก็เลยถือโอกาสหยิบหนังเกี่ยวกับเพศแม่ขึ้นมาดู

หนังฟอร์มไม่ใหญ่มาก แต่ข้นคลั่กด้วยเนื้อหาเรื่องนี้สะท้อนชีวิตผู้หญิงถึงผู้หญิง ซึ่งผู้ชายก็ห้ามพลาดเด็ดขาด ยิ่งเฉพาะการสำรวจถึงวิธีคิดของพวกเธอ แล้วคุณจะเข้าใจผู้หญิงในบางมุมมากขึ้น

การันตีด้วยงานแสดงอันสุดประทับใจของนางเอกหน้าสวย “แอนน์ แฮทธาเวย์” (ศรีภรรยา แจ็ค ทวิสต์ จากหนังเกย์ฮอต Brokeback Mountain และเคยเป็นคู่ปรับ เมอรีล สตรีพ ใน The Devil Wears Prada ) ที่กลับมาเลือกรับบทดรามาหนักๆ ชนิดลืมมาดสาวแอ๊บแบ๊วไปได้เลย

ฝีมือการแสดงของแอนน์ แฮทธาเวย์ นั้นได้รับเสียงวิจารณ์เชิงบวก โดยเธอมีชื่อเข้าชิงออสการ์ดารานำหญิงปีล่าสุด แม้เธอจะพลาดไป สำหรับคอหนังต่างยกให้เธอคือผู้ชนะใจอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่เพียงแค่นั้น บทบาทที่เธอเล่นอันเป็นเสมือนตัวป่วนงานแต่งพี่สาว “โรสแมรี ดิววิตต์” (ผลงานน่าจดจำของเธฮคือ Cinderella Man ) กับว่าที่พี่เขย “ทุนเด อเดวิมเป” (ดาราผิวสีที่ชอบเล่นหนังอินดี้ เรื่องเด่นๆ ก็มี Jump Tomorrow ) ยังทำให้ Rachel Getting Married น่าติดตามและเป็นมากกว่าหนังชีวิตดาดๆ

ภาพเปิดของหนังเป็นตอนที่ “คิม” (แอนน์ แฮทธาเวย์) เพิ่งจะออกจากสถานบำบัดยาเสพติด จากนั้นหนังก็พาไปสู่เรื่องราวภายในครอบครัวของเธอที่ดูเหมือนจะมีบางอย่างไม่ลงรอยกันระหว่างลูกสาวกับผู้เป็นแม่ “เดบรา วิงเกอร์” (ดารายุค 70 ที่ยังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง ใครอยากรู้ว่าเธอเจ๋งขนาดไหนลองหา A Dangerous Woman, Shadowlands กับ Urban Cowboy มาดูได้) ขณะที่ผู้เป็นพ่อ “บิล เออร์วิน” (ดาราจากซีรีส์ดัง Law & Order) ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ต่อลูกสาวดีพอ

ช่วงแรกการเดินเรื่องค่อนข้างเรียบเฉย บางครั้งอาจจะดูอืดน่าเบื่อ แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะหนังก็ค่อยๆ เผยถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริง (และเหลืออยู่) ของสมาชิกในครอบครัว อารมณ์หนังช่วงนี้จึงมุ่งไปในทิศทางคล้ายเป็นการตั้งคำถามผสมกับการคาดเดา

และผู้กำกับ “โจนาธาน เด็มมี” (เจ้าของหนังดีการันตีด้วยรางวัลออสการ์ The Silence of the Lambs และ Philadelphia) ก็ไม่ลืม (และน่าจะเป็นจุดเด่นของการเล่าเรื่อง) นั่นคือการแตกประเด็นแวดล้อมอื่นๆ ที่เสริมให้น้ำหนักของเรื่องราวมีเหตุและผลรองรับ อย่างความสูญเสียของทุกคนหลังน้องชายต้องมาตาย หรือกระทั่งการจัดงานแต่งที่มีคำพูดเสียดแทงให้ได้ยินตลอด ซึ่งนั่นมันก็ซ่อนความหมายในเชิงคนครอบครัวเดียวกันที่กำลังร้าวฉานจนยากจะต่อกันติดได้

แม้แต่ประเด็นเล็กๆ ที่ถูกสอดแทรกไว้ เช่น ความเจ็บปวดจากหลายๆ เหตุการณ์ของคนในครอบครัว หนังก็นำเสนอได้อย่างน่าสนใจ โดยไม่เป็นการตอกย้ำเพื่อให้เกิดความฟูมฟายต่อคนดู แต่ค่อยๆ เผยออกมาจากคาแรกเตอร์ตัวละครกับบทสนทนาแยบคายมากกว่า

ในเรื่องคิมก็แทบไม่ต่างอะไรกับแกะดำของครอบครัว ยิ่งในสายตาแม่เธอคือเด็กสาวใจแตกและร้ายกาจมาก การเป็นนางแบบตกอับ บวกกับการที่เธอเอาชีวิตไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด นำมาซึ่งความไม่ไว้วางใจต่อตัวเธอ ทั้งๆ ที่เธอเองก็พยายามจะไถ่โทษด้วยการขอเป็นคนใหม่


 
ทุกอย่างอาจจะไปได้สวยหากว่าคิมไม่ทำตัวป่วนวันวิวาห์ โดยออกอาการวีนแตกใส่แม่จนบานปลายกลายเป็นความไม่เข้าใจกัน เหตุเพราะต่างคนต่างอคติและพยายามสร้างกำแพงหนาทางใจขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง
ฉากที่คิมทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรง สร้างความอึ้งและเศร้าใจแก่คนดูได้ไม่น้อย เมื่อผู้เป็นแม่บันดาลโทสะด้วยการปล่อยหมัดเด็ดชกไปที่หน้าคิมตรงๆ ขณะกำลังเถียงกันเรื่องอะไรสักเรื่อง “แม่ขอโทษ” ถ้อยคำนี้หลุดมาจากปากของผู้เป็นแม่ แต่นั่นก็ไม่ได้รับการแยแสจากผู้เป็นลูก นับเป็นฝันร้ายของผู้หญิง 2 คนที่จู่ๆ ให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล และมันก็เกิดขึ้นโดยไร้สติจริงๆ

เพียงเพราะคิมกับแม่มีทัศนคติต่างขั้วสุดฤทธิ์ แถมทั้งคู่ไม่คิดจะลดราวาศอกต่อกัน และสุดท้ายมันก็นำไปสู่ความบาดหมางในใจ ทั้งๆ ที่หากทั้งคู่พูดจาภาษาดอกไม้ ใช้เหตุผลอธิบาย คนหนึ่งเป็นไฟอีกคนต้องเป็นน้ำ เหตุการณ์ปะทะกันด้วยกำลังคงไม่เกิดขึ้นแน่นอน

หากคิมกับแม่ รวมทั้งคนอื่นๆ พูดกันมากขึ้น และฟังกันมากขึ้น ช่องว่างทางความคิดก็คงไม่ทิ้งห่างเยอะขนาดนี้ ปัญหาความไม่เข้าใจก็อาจไม่เกิดขึ้น รอยร้าวทางใจของแต่ละคนคงได้รับการเยียวยาทันท่วงทีก่อนที่สถาบันครอบครัวจะล่มสลายลงไปเพราะน้ำมือของสมาชิกในบ้าน

ที่มา โพสต์ทูเดย์





  • Comments & Responses


  • ชื่อ / e-Mail:
  • ความคิดเห็น:
  •  
  • ตัวเลขจากภาพ:
  •  
  •   





  •  คลิปหลุด ภาพหลุด
  • more