• Breaking News 
  •  
  •  
  • การค้นพบรักครั้งยิ่งใหญ่ของ "ป๋าต๊อบ" ปฏิญญา ควรตระกูล

    เรื่องนี้โดนใจขอไลค์หน่อย 1,630 Views | 20 Feb 2012 14:21

     

    “เมื่อพูดถึงความรัก สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ ก่อนที่เราจะรักคนอื่นได้ เราต้องรู้จักรักตัวเองให้เป็นก่อน เพราะส่วนสำคัญของชีวิตคนเราคือ Relationship ไม่ว่าจะกับครอบครัว เพื่อนๆ สัตว์เลี้ยง และที่จำเป็นที่สุดคือ Relationshipกับตัวเอง ถ้าเรายังทะเลาะกับตัวเอง ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับตัวเราเอง ตัวเราเองเรายังไม่รักเลย แล้วจะไปสร้างความสัมพันธ์ดีๆ กับคนอื่นได้อย่างไร” นั่นคือสิ่งที่ “ป๋าต๊อบ” ปฏิญญา ควรตระกูล ผู้บริหารร้าน Ka-Nomแบ่งปันให้เราฟังจากประสบการณ์ชีวิตที่ได้เรียนรู้มา 

           

           เมื่อพูดเกริ่นถึงความรักครั้งยิ่งใหญ่ของป๋าต๊อบ ปฏิญญา ควรตระกูล เจ้าของร้าน Ka-Nom หลายคนอาจจะนึกถึงว่า เป็นรักแบบหญิงรักหญิงครั้งปัจจุบันที่กำลังหวานชื่นกับดารานางร้ายคนสวย “ปีใหม่ - สุมนต์รัตน์ วัฒนาเศลารัตน์“ ความสัมพันธ์กว่า 3 ปี ที่ตกเป็นข่าวดังตามหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งในช่วงรักหรือช่วงเลิก แต่ที่จริงแล้วรักยิ่งใหญ่นี้ คือ ความรักที่ป๋าต๊อบเพิ่งค้นพบเมื่อไม่ถึงปีครึ่งที่ผ่านมา นั่นคือ ความรักและเข้าใจในตัวเอง 

           

     :: รักในงานที่ทำ

           

           ปัจจุบันงานที่ป๋าต๊อบดูแลอยู่คือ ร้าน Ka-Nom (อ่านว่า คา-นม ไม่ใช่ขนมอย่างที่หลายคนเข้าใจ)อย่างเดียว ก่อนหน้านี้ช่วยดูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้าน แต่ด้วยความที่ดูแลในส่วนของ Front Office หลังจากขายโครงการเสร็จ งานส่วนนั่นก็เสร็จสิ้นด้วย ก็เลยลามือจากตรงนั้นหันมาดูธุรกิจร้านอาหารของตัวเองที่ทำมากว่า 13 ปี แล้ว ทำอย่างเดียวเพราะมันคือธุรกิจที่เขารัก


           คนอาจจะนึกว่า การเปิดร้าน Ka - Nom นี้ ป๋าต๊อบทำเพราะเรื่องธุรกิจเป็นหลัก หากที่จริงแล้ว ร้านนี้เกิดมาจากการเป็นคนชอบทาน ชอบชิม ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ชอบทำมากนัก แต่ขนมทุกเมนูของร้านนี้ก็ล้วนผ่านมือป๋าต๊อบมาก่อนจะออกวางขาย “พี่จะเป็นคนครีเอท ทดลองสูตรเองกับทีมงาน และลองชิม ลองผิด ลองถูก เป็นหลายสิบครั้งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละเมนูได้ ซึ่งทุกเมนูจะเริ่มมากจากว่า เราชอบ เราอยากกิน แล้วหลังจากไปลองหาตามร้านต่างๆ ในเมืองไทยแล้ว ถ้าอันไหนเจอที่อร่อยแล้ว เราก็ซื้อของร้านนั้นๆ กิน แต่เกิดหาแล้วไม่เจอที่ถูกใจก็จะกลับมาทำเอง แบบที่เราชอบ เราอยากกิน แล้วก็ออกมาขาย

           

           ซึ่งคำว่าอร่อยนี่คือ อร่อยในความเห็นเรานะ คนอื่นอาจจะเห็นต่างก็ได้ ถ้าเมนูไหนมีร้านอื่นที่ทำอร่อย เราจะไม่ไปทำซ้ำแล้ว ไปซื้อของเขากินง่ายกว่า เราต้องยอมรับว่าทุกอย่างมันมีนาย มีอาจารย์ มีต้นตำรับ ถ้าอันไหน เขาอร่อย เขาขึ้นชื่อ เราจะไม่ไปทำตามอย่างเขา ไปแข่งเขา ไปชื่นชมความอร่อยเขาดีกว่า”

           

    :: รักในรสชาติแห่งความสุข

           

           หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าป๋าต๊อบ ทำอาหารอร่อย แม้จะไม่เคยเข้าคอร์สเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เป็นเพราะจากประสบการณ์ครูพักลักจำ ตั้งแต่เมื่อสมัยเรียนต่างประเทศที่ทำงานพิเศษในร้านอาหาร รวมไปถึงการต้องพยายาามทำทานเอง เพราะอาหารไทยในต่างประเทศราคาแพงเกินกว่าจะเข้าไปนั่งทานตามใจได้ทุกมื้อ และอีกสิ่งหนึ่งคือ พรสวรรค์ในการชิม

           

           “พี่เป็นคนชอบกิน และมีลิ้นดี คือชิมแล้วรู้รสรู้ว่ารสนี่มันใส่อะไรบ้าง ควรเติมอะไร ทำให้เวลาไปกินร้านต่างๆ เราก็จะชิมแล้วดูสิว่ามันใส่อะไรนะ ขาดอะไรไป แล้วก็เอากลับมาลองทำเอง เพิ่มเติมของเราเอง จนได้รสชาติที่เราถูกใจ อย่างเราไปทานราดหน้า ก็จะรู้เลยว่า นี่ใส่เต้าเจี้ยว อันนี้มีน้ำตาลแน่เลย หรือร้านนี้น้ำซุป น้ำราดอะไร เราก็จับมารวมกัน ลองทำไปเรื่อยๆ สังเกตเรื่อยๆ ฝึกเรื่อยๆ จนเรารู้ว่าเราชอบอาหารแบบไหน

           

           พี่ไม่บอกว่าของที่พี่ทำอร่อยที่สุด แต่จะบอกว่ามันคือแบบที่เราชอบกินมากที่สุด บางอาจจะถูกใจคนอื่น บางอย่างอาจจะไม่ แต่ยังไงก็ตามแต่ จะไม่มีการใส่ผงชูรส เป็นอันขาด และการทำเมนูในร้านที่วางขายจะทำแบบแฮนด์เมด นั่งห่อ นั่งปั่น นั่งทำทีละอัน เพราะเราเชื่อว่าทำด้วยมือมันสื่อถึงใจ พี่สามารถซื้อเครื่องมาทำก็ได้ แต่มั่นใจว่าเมื่อไรที่เราใช้เครื่อง ยอดขายเราต้องตกแน่ เพราะลูกค้าที่ทานไม่ได้รับความตั้งใจในขนมทุกคำที่ทาน ของที่ทำจากมือ ทำแฮนด์เมดมันถึงมีคุณค่ากว่า แม้ว่าส่วนประกอบจะเหมือนกันทุกอย่าง แต่เชื่อว่าสิ่งที่ออกมาไม่เหมือนกัน 

           

           และที่สำคัญคือ เหตุผลหนึ่งที่เราทำร้านขึ้นมาก เพราะเรามีความสุขที่ได้ทำของอร่อย และมีความสุขที่ได้มอบความอร่อยให้ทุกคนทาน เหมือนมอบความสุขต่อๆ กันไป เป็น Play it forward ดังนั้นถ้าเราตั้งใจทำทุกเมนู ทุกชิ้น ทำอาหารอร่อยๆ ด้วยใจที่มีความสุข พี่เชื่อว่าคนทานก็จะมีความสุขเช่นกัน”

           

           เมื่อถามต่อว่าแล้วทำธุรกิจร้าน Ka-Nom ประสบความสำเร็จขนาดนี้ อยากขยับขยายเปิดแฟรนไชส์หรือขยับไปทำธุรกิจอื่นๆ อีกไหม ป๋าต๊อบบอกว่า มีความสุขกับการคอยมองดูร้านนี้เติบโตไปที่ละเล็กละน้อยมากกว่า “พี่ว่าพี่พอแล้วนะ ไม่ใช่ว่ารวยพอ ชนิดที่ไม่ต้องทำอะไรแล้ว แต่มันคือความพอ ที่เราพอใจแล้ว เพราะถึงเราจะไปทำอีก 10 โปรเจ็ค ทำอะไรมากมาย สุดท้ายเราก็ทานข้าวจานเท่าเดิม กินก๋วยเตี๋ยวร้านเดิม ไม่ได้ต้องการอะไรเพิ่มขึ้น เรามีความสุขกับอย่างที่มันเป็นทุกวันนี้แล้ว” 

           

     :: รักในความสงบนิ่งแห่งชีวิต

           

           เห็นสไตล์สุดชิลล์ และทัศนคติในการใช้ชีวิตที่สงบ เรียบง่ายของป๋าต๊อบแล้ว ทำให้เราแอบสงสัยไม่ได้ว่า จากภาพลักษณ์สไตล์ไฮโซเป็นทอมสุดดังที่เราเห็นตามหน้าสื่อนั่น มันช่างขัดกับสิ่งที่เราเห็น ปฏิญญาบอกว่า “ถ้าคุณมาสัมภาษณ์พี่เมื่อ 2 ปีก่อน ก็ไม่ใช่แบบนี้หรอก แต่ก่อนพี่อยู่นิ่งไม่ได้เลย ต้องทำนู่นทำนี่ คือตื่นมาตอนเช้าแล้วก็ออกวิ่งเลย แล้วก็ชีวิตวุ่นไปทั้งวัน มีแต่ความรีบเร่ง ต้องการนู่น ต้องการนี่ เอาหมดทุกอย่าง ใช้ชีวิตสะเปะสะปะมาเยอะ ทั้งเหล้า ยา ปาร์ตี้ แล้วก็จะวิ่งทะยานไปแบบไม่หยุด ซึ่งแบบนั้นมันอาจทำให้เราถึงจุดหมายเร็ว แต่เราจะไม่ได้เห็นอะไรข้างทางเลยนะ มองเห็นแต่ทางข้างหน้า คุณอาจจะพลาดสิ่งสวยงามทีอยู่ระหว่างทางได้ แต่ตอนนี้พี่เปลี่ยนมาใช้ชีวิตอีกแบบ

           

           ทุกวันนี้ตื่นเช้ามาก พร้อมพระอาทิตย์ขึ้น 6 โมงก็ลุกแล้ว หลังตื่นจะให้เวลาอยู่กับตัวเอง นั่งดูนก ดูต้นไม้ ทักทายสุนัข อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เขียนไดอารี่ของตัวเอง สักชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่ได้เขียนแบบว่าเมื่อวานไปทำนั่นนี่มา ชอปปิ้ง ซื้อนี่ กินนู่น แต่เราจะเขียนเหมือนเป็นบทเรียนชีวิต วิเคราะว่าเมื่อวานเราทำอะไร เราทำผิดกับใครไปหรือเปล่า ทำสิ่งดี สิ่งไม่ดีอะไรบ้าง หรืออะไรเราอยากจะกลับไปแก้ไข เพราะนี่คือวันใหม่ ชีวิตใหม่ เรามีโอกาสใหม่ ที่จะทำอะไรดีๆ ให้กับชีวิต...

     

           พี่จะเริ่มสตาร์ทวัน ด้วยความคิดในทางบวก มีคำพูดที่ว่า ให้มองว่าน้ำที่เห็นมีอยู่ครึ่งแก้ว หรือ เหลือครึ่งแก้ว แต่สำหรับพี่มันคือแก้วเปล่าๆ พร้อมที่จะรับสิ่ใหม่ เข้ามาเติมเต็ม เราเคลียร์ของเมื่อวานออกไปหมด แล้วก็รอรับสิ่งใหม่ เพราะในแต่ละวันที่คนเราหายใจอยู่ มีความคิดผ่านสมองของคนเรา 60,000 ความคิด 

           

           พอวันรุ่งขึ้นตื่นมาอีกก็จะมีอีก 60,000 ความคิด แต่เชื่อไหมว่า 59,000 ความคิด เป็นความคิดเดิมจากเมื่อวาน วนไปวนมา ทำให้เรามีความคิดใหม่ได้นิดเดียว ทำยังไงให้เราเคลียร์ไอ้ความคิดเก่าๆ ออกไป เพื่อจะได้รองรับความคิดใหม่เข้ามาได้ เพราะความคิดเดิมๆ ที่เรามี มันมักจะเป็นความทุกข์ เพราะด้วยธรรมชาติของคนเราอะไรดีๆ เราไม่ค่อยเอามาคิดซ้ำหรอก เวลาเรามีความสุข สุขนั้นมักไม่ได้อยู่กับเรานาน คิดถึงมันตอนนั้นแล้วก็จบไป แต่พอเป็นความทุกข์ จะคิดอยู่นั่น คิดถึงปัญหา ไม่พอใจอันนั้น อันนี้ไม่ได้ดั่งใจ ทำไมคนนั่นทำอย่างนี้กับชั้น ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้ โลกหมุนรอบตัวเรา คิดแต่เรื่องที่เราไม่ถูกใจ ทำให้เราจมอยู่กับความคิดแบบลบๆ เราต้องมีวิธีการระบายออกไป การเขียนก็ถือเป็นวิธีหนึ่ง”

           

     :: ค้นพบความรักในตนเอง

           

           หลายคนฟังมาถึงตรงนี้คงงงว่า อะไรทำให้คนๆ หนึ่งเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตได้ถึงขนาดนี้ “จุดเปลี่ยนของชีวิตพี่ เกิดมาจากว่าเมื่อชีวิตเราไปถึงจุดต่ำสุด มีความทุกข์ เจ็บป่วย ในภาวะนั้นวูบหนึ่งมันทำให้เรารู้สึกกลัวตาย แล้วก็เสียดายชีวิต พอมองย้อนกลับมาถึงเรื่องราวไม่ดีที่ทำเอาไว้ แล้วก็อยากจะแก้ไข ปรับปรุงชีวิตตัวเอง ทำให้เราเริ่มมองเห็นทางออกว่า ที่แล้วมาเรามัวแต่หาความสุข หาสิ่งเติมเต็มจากภายนอก แต่แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเรา เข้าใจและยอมรับ มีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น มันก็เท่านั้นเอง เป็นความคิดง่ายๆ ที่พี่ใช้เวลาเกือบ 50 ปี กว่าจะคิดได้...

           

           เพราะที่จริงจะว่าไปแล้ว ชีวิตเราก็ถือว่าพร้อมนะ มีทุกอย่าง ทีพ่อแม่ที่น่ารัก มีชื่อเสียง มีความรู้จัก มีธุรกิจลงตัว มีคนรัก มีข้าวของเงินทอง มีครบ แต่ไม่มีความสุข นั่นเพราะเราไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่เรามองหามันอยู่ข้างใน เรามองหาส่วนเติมเต็มของชีวิต มองหาความสุขของตัวเราจากข้างนอก พอเราเริ่มเข้าใจ เริ่มคิดได้ ก็ศึกษามากขึ้น อ่านหนังสือเยอะ อ่านพวกธรรมะด้วย หลังจากอ่านเยอะ ก็เปลี่ยนมาเป็นฟังเยอะด้วย จากแต่ก่อนพูดเยอะ ไม่ค่อยฟังอะไร พูดแล้วก็ได้ยินแต่เสียงตัวเอง ตาบอด หูหนวก ไม่รับรู้สิ่งข้างนอก ตอนนี้รับเข้ามามากขึ้น ฟังคนอื่นเยอะขึ้น เราจะได้ยินอะไรอีกเยอะ”

           

           จากคำจำกัดความชีวิตในช่วงที่ผ่านมาที่ป๋าต๊อบใช้คำว่า เหลวแหลก มาตอนนี้ไลฟสไตล์ปรับเปลี่ยนไปเยอะ “ไนท์ไลฟ์หายไปเลย ปาร์ตี้ก็ไม่ค่อยไป เพราะนอนเร็ว ตื่นเช้า แล้วเลิกดื่มเหล้าเด็ดขาด พวกยาด้วย รวมไปถึงยานอนหลับ หรือยาที่มันกดและกระตุ้นประสาท ไอ้พวกที่ลงท้ายด้วย -อีน ทั้งหลาย ก็ไม่แตะเลย ไม่รับอะไรที่มันมาปรับอารมณ์เรา ทำให้เราไม่รู้ตัว แต่ยังคงสูบบุหรี่อยู่ พี่ยอมรับนะว่ามันไม่ดี แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เราขาดสติ หรือเปลี่ยนตัวตนเรา ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ไม่ว่าจะก่อนสูบหรือหลังสูบเราก็ยังเป็นตัวเราอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครที่เมื่อคืนสูบบุหรี่ แล้วตอนเช้าตื่นมาแล้วจำไม่ได้ว่าไปทำอะไรมา”


    :: รักที่จะอยู่ในความสุขตรงหน้า 

           

           การเลิกอบายมุข และการคิดถึงคอนเซ็ปต์ง่ายๆ ในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยรู้จักตัวเอง ทำให้ชีวิตแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง อย่างที่เขาใช้คำว่า “นรก กับ สวรรค์” เลยทีเดียว

           “ทุกคน เวลาเกิด เราร้องไห้ออกมาแต่โลกรอบข้างดีใจ ทำอย่างให้ตอนเราตาย เราดีใจแล้วคนรอบข้างร้องไห้ คิดถึงเรา .. พี่ไม่อยากให้ตอนตาย แล้วต้องมานั่งคิดว่าไม่น่าเลยนะ น่าจะทำนั้น ทำไมไม่ทำนี้ มันจะติดค้างหน้า ชาติหน้าต้องกลับมาชดใช้อีก อยากให้เราจากไปแบบอิ่มใจ เราทำดีที่สุดแล้ว ไม่ค้างคา ไม่ติดค้างใคร เมตตา ให้ความรัก ให้อภัยทุกคน ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำทุกอย่างให้เต็มที่ ให้รู้สึกว่าพรุ่งนี้ถึงตายก็ไม่เสียใจ

           

           ตอนนี้พี่เลิกสนใจเรื่องอนาคต เลิกหาหมอดู คิดว่าอย่าไปใส่ใจสิ่งอยู่ไกลออกไป อย่าไปกังวลเรื่องอนาคตมากนัก ทำแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด แค่นั่นก็พอแล้ว พี่เชื่อว่าถ้าคนเราอยู่กับปัจจุบันได้ตลอดเวลา ชีวิตจะลดความทุกข์ได้อีกเยอะเลย เพราะคนส่วนใหญ่ทุกข์กับเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้ว กับทุกข์ในสิ่งที่ยังไม่มาถึง แค่อยู่กับปัจจุบันก็พอแล้ว เป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่ายแต่คนทำกันไม่ค่อยได้” 

           

    :: รักอย่างทุ่มเทให้ถูกวิธี 

           

           สำหรับเรื่องความรักและความสุขที่ป๋าต๊อบบอกว่า ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกล เข้าใจตัวเอง รักตัวเอง ก็ทำให้คนเรามีความสุขได้แบบไม่ต้องไปไขว่คว้าหน้าที่ไหนไกล “แต่ก่อนพี่เคยพยายามมองหาความสุข ความรักของคนอื่นมาเติมเต็ม ไปไขว่หารักในทางที่ผิด ใช้เงินทุ่มซื้อความรัก ความสัมพันธ์ ซื้อของแพงๆ ให้ ประเคนให้ทุกอย่าง ซึ่งถ้าใครที่กำลังทำอย่างนั้นอยู่ บอกได้เลยว่าเลิกเหอะ เตือนจากคนเคยมีประสบการณ์เพราะพี่ทำมาเป็นสิบปีแล้ว มันทำไม่ได้หรอก รักที่ได้มามันไม่ใช่ของจริง และการทุ่มบางครั้งยิ่งทำให้เขาจากเราไป เพราะคิดว่าเราดูถูกเขา เอาเงินไปซื้อเขา จำไว้ว่า คนเรามันไม่ใช่วัตถุ มันซื้อไม่ได้”

           

           ในอดีตแม้ปฏิญญาจะยอมรับว่าเคยเป็นเจ้าบุญทุ่ม แต่นั่นไม่ใช่ที่มาของฉายา “ป๋าต๊อบ” ชื่อนี้เธอได้มาเพราะว่า นิด-อรพรรณ วัชรพล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน เป็นคนสร้าง Identity นี้ขึ้น “เรานั่งคุยกัน แล้วเขาก็พูดมาว่า “เชื่อนิดเหอะพี่ อย่าเป็นดาราเลย เป็นดาราไม่ดีหรอก เป็นเซเลบดีกว่า” เราก็งงเราจะเป็นได้งัย นิดก็บอกว่าเดี๋ยวนิดจัดการเอง คำนี้เขาก็คิดขึ้นมา พอมีข่าวลงไทยรัฐเขาก็เขียนถึงเราด้วยชื่อนี้ เลยทำให้เราเป็นที่รู้จักขึ้นมา ก็ต้องขอบคุณเขานะ” 

           

           เพราะปรับเปลี่ยนมุมมอง ปรับเปลี่ยนชีวิต ทัศนคติในความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป ป๋าต๊อบบอกว่า “จากแต่ก่อนเราจะซื้อช่อดอกไม้แพงๆ ให้ ทำอะไรอลังการ ในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งพอหมดวันดอกไม้ก็เหี่ยวไม่มีค่าอะไร ให้ของขวัญนู่นนี่ หมดไปเยอะเลย มาตอนนี้พี่เปลี่ยนแล้ว อย่างวันเกิดของปีใหม่ที่ผ่านมา พี่ให้ดอกไม้นะ แต่เป็นปลูกสวนให้แทน(หัวเราะ) จะได้ช่วยกันปลูก ช่วยกันดูแล ก็เหมือนความรักประคับประคอง ดูแลไป เห็นเมื่อไรก็สวยสดชื่นมีความสุขเสมอ ตอนนี้หันมาทำอะไรให้เขาในสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ความตั้งใจแทน ใส่ความดูแลเอาใจใส่ ความตั้งใจจริงให้กันมันดีที่สุด


           เราอาจจะเคยผ่านจุดตกต่ำ ทะเลาะ จะเลิกกันมาแล้ว นั่นเป็นเพราะแต่ก่อนเรามีเรื่องอบายมุขมาเกี่ยวข้อง พอพวกของมึนเมามันเข้ามาในร่างกาย มันทำให้เรามองโลกบิดเบี้ยวไป แต่พอถึงวันนี้ที่พี่ตัดเหล้า ยาทุกอย่างแล้ว เรามองโลกได้กระจ่างขึ้น เข้าใจในชีวิตมากขึ้น ก็มีความสุข ทุกวันนี้กับปีใหม่ไม่ทะเลาะกันมาปีหนึ่งแล้ว ทุกวันนี้มีแต่เสียงหัวเราะ มีความเข้าใจกัน พอเราเปลี่ยนไปในทางที่ดี ปีใหม่ก็เขามีความสุข เขาบอกว่าเขาดีใจที่ตัดสินใจลือกคนไม่ผิด”

           

           แต่กว่าจะมาลงตัวกับความรักครั้งนี้ เราเห็นป๋าต๊อบผ่านข่าวกับสาวๆ มาเยอะแยะ เลยแอบถามว่าป๋ามีสเปกสาวแบบไหน “แต่ก่อนอย่าเรียกว่าสเป็กเลย ต้องบอกว่าสะเปะสะปะมากกว่า (หัวเราะ) ยอมรับเลยว่าเคยมองคนจากภายนอก ชอบคนสวย หุ่นดี ก็มีใครไม่ชอบบ้าง มองแล้วดูดี เห็นแล้วสบายตา สบายใจ คงไม่ใช่แบบตื่นเช้าขึ้นมามองหน้าแล้ว เฮ้ย.. มันมาได้งัยเนีย ส่วนที่เห็นพี่ไปชอบดารา นางแบบหรือวุ่นวายอยู่กับคนในวงการเนี่ย ก็เพราะแถวนี้เขาคัดคนสวยๆ หุ่นดีๆ มารวมกันไว้แล้วงัย เราไม่ไปหาที่ไหนอีก

           

           โดยเวลาพี่ชอบใคร พี่เข้าไปจีบตรงๆ รุกเร็วเลย อย่างปีใหม่เนี่ย เจอกันวันแรก เข้าไปคุยกับเขา แล้วก่อนกลับก็บอกน้องเลยว่า 'รู้ตัวไว้เลยนะ ว่าพี่จีบ' แล้วก็ลุยเลย” ซึ่งเทคนิกนี้ป๋าต๊อบบอกว่าจีบใครไม่เคยพลาด เพราะถ้าเริ่มจะจีบใครแล้ว เขาทุ่มเทเวลาให้ทั้งหมด ไม่มีไปเจ้าชู้จีบหลายคนเผื่อเลือก ชอบใครก็มุ่งคนเดียว เขาจะชอบความจริงใจและความสม่ำเสมอที่เรามีให้ และที่สำคัญคือเราให้ความไว้ใจ เชื่อใจ ไม่มีโทรไปจิก ไปตาม เพราะพี่คิดเสมอว่า เรื่องพวกนี้ถ้าเราโดนเราก็ไม่ชอบ ดังนั้นอย่าไปทำกับคนอื่น แต่ถ้าเมื่อไรสิ่งที่เราให้ความเชื่อใจไป ไม่ได้รับความซื่อสัตย์ หรือทำไม่สมกับที่เราไว้ใจ พี่ก็เลิกเลย ไม่เซ้าซี้อีก”

           

           ผ่านความรักหลายครั้ง แฮปปี้ก็มี ผิดหวังก็มี ป๋าต๊อบเลยอยากฝากทิ้งท้ายให้กับคนมีความรักทุกคนว่า “ผิดหวัง อกหัก เลิกลา ก็ต้องเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราอย่าหันไปหาทางออกที่ผิด อย่างเมื่อก่อนพี่จะกินเหล้าเมามาย ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร เราต้องรับความจริงให้ได้ แล้วก็ดำเนินชีวิตเราต่อไปให้ดี” 

           

    :: วิถีแห่งรักแบบป๋าต๊อบ

           

           และถึงแม้ว่าหลังจากที่ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิตมาแล้ว ป๋าต๊อบยังไม่เคยเจอปัญหารักร้างอย่างนั้น แต่ป๋าต๊อบก็เชื่อว่าถ้าเกิดความรักครั้งนี้ล่ม พี่จะไม่มีทางหันไปทำอย่างนั้นอีกแน่ “และก็ไม่คิดว่ารักครั้งนี้จะลงท้ายแบบนั้น เพราะถ้าเราทำทุกวันให้ดี ทำให้เขามีความสุข เขาจะหนีไปไหนเสีย แต่ถึงมันจะไม่ได้อยู่คู่กันจริงๆ ก็ไม่ต้องเศร้า เพราะพี่เชื่อว่า ถ้าคนเราทำตัวเราดี เดี๋ยวก็ต้องมีคนดีๆ เข้ามาอีกแน่ๆ”

           

           อีกข้อคิดแห่งความรักป๋าต๊อบทิ้งท้ายไว้นั่นคือ “อีกรักหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเด็ดขาดคือ ความรักที่จริงแท้ที่สุด อย่างความรักจากพ่อกับแม่ ที่เขามีให้เราแบบไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะดีแค่ไหน หรือเลวแค่ไหน เป็นรักที่จะอยู่กับเราตลอด แม้ตอนที่เราทำชีวิตย่ำแย่ จนกระทั่งเราเองยังหมดหวังในตัวเอง เขาก็ยังคงเชื่อมั่นและไม่หมดศรัทธาในตัวเรา เขาเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ เขาจะคอยให้กำลังใจและอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา นั่นคือสิ่งที่เขามีให้เสมอ แต่เหมือนพอเราโตขึ้น เราก็พากันลืมตรงนี้ไป ไปมองหารักจากคนอื่น ไขว่คว้าเอาจากที่อื่น โดยลืมหันไปมองว่า ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอก ความรักนะ แค่มองไปหาพ่อกับแม่นี่แหละ เขาพร้อมจะมีให้คุณมาอยู่ตลอด“

           

           “สุดท้ายแล้วนะ ความรักมันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตหรอก อย่าเอาชีวิตและความสุขไปแขวนอยู่กับมัน หรือไปฝากไว้ที่ใคร ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเราทั้งนั้นแหละ” นี่คือประสบการณ์ความรัก นิยามแห่งความสุข และบทเรียนในชีวิตที่ป๋าต๊อบค้นพบในวัย 48 ปี 




    ที่มา : http://www.manager.co.th

     



  • ร่วมแสดงความเห็น
    ชื่อ :
      
    ตัวเลขจากภาพ :
      
    ความเห็น :