• Breaking News 
  •  
  •  
  • ปู่โสมเฝ้าทรัพย์

    เรื่องนี้โดนใจขอไลค์หน่อย 2,367 Views | 18 Mar 2007 00:00



    “หนักนักเอามั๊ย” ...เสียงนี้กังวานก้องเข้าไปในโสตประสาทของคนโลภทุกคน นำให้คนเหล่านั้นพยายามเดินทางดั้นด้นเข้าไปในดินแดนที่เชื่อว่าจะมีทรัพย์สมบัติที่ถูกฝังอยู่เมื่อเสียกรุง เพื่อขุดทะลุทะลวงแผ่นดินค้นหาสมบัติมาตอบสนองความโลภของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่าทรัพย์แผ่นดินนั้นเป็นของควรคู่กับผู้มีบุญบารมีที่จะนำไปกอบกู้อิสระภาพของชาติบ้านเมืองเท่านั้น ผลก็คือ ความสูญเสีย ความพินาศล่มจม ความเจ็บปวดจนถึงความตาย และความตายนี่เองที่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนวิญญาณของคนโลภกับผู้พิทักษ์สมบัติตามกฎของตัวตายตัวแทน

    เมษายน 2312
    อยุธยาล่มแล้ว แสงเพลิงแดงฉานจับท้องฟ้า ทั้งเมืองถูกเผาผลาญด้วยน้ำมือของศัตรูผู้รุกราน แม้น้ำตาของชาวอยุธยาทั้งหมดรวมกัน ก็ไม่สามารถดับไฟกระหายเลือดของพวกมัน ชาวเมืองต่างหอบลูกจูงหลานหลบหนีซอกซอนไปแต่ตัว ทิ้งสมบัติมหาศาลฝังจมอยู่ภายใต้แผ่นดินที่ถูกทับถมด้วยเถ้าถ่าน

    กองเกวียนขบวนหนึ่งมุ่งออกจากประตูเมือง กองทหารพม่าตามมาติดๆ อย่างกระเหี้ยนกระหือรือ ที่ชายป่าชานเมือง ฝ่ายติดตามที่ฮึกเหิมก็ทันกับฝ่ายหนีที่อ่อนล้าและหวาดกลัว อย่างไรก็ตามทุกคนในกองเกวียนสู้ตาย ทหารพม่ากำลังมากกว่าแต่ต้านทานแรงฮึดสุดท้ายไม่ได้ล้มตายหมด ขบวนกองเกวียนเดินทางมุ่งหน้าต่อไป ยังดินแดนที่ปลอดภัยสำหรับของที่บรรทุกมาในกองเกวียน

    ของสิ่งนั้นคือสมบัติของแผ่นดิน แก้วแหวนเงินทองจำนวนมหาศาสล ที่กษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ผู้กำลังจะถึงวาระสุดท้าย มอบหมายให้นายทหารคู่ใจตำแหน่งเสนาบดีกลาโหมนำไปเก็บรักาเพื่อให้ผู้มีบุญนำไปกอบกู้ชาติ

    กองเกวียนเดินทางผ่านทุ่งผ่านป่าเข้าสู่หน้าผาสูงชันแห่งเมืองกาญจนบุรี ใต้หน้าผานั้นคือถ้ำใหญ่ที่เหมาะจะเก็บสมบัติ สมบัติถูกขนอย่างเร่งรีบเข้าไปเก็บในถ้ำ นอกจาก เจ้าพระยาเสนาบดีกลาโหม ยังมี ราชครูโหรหลวง นางกำนัลผู้ซื่อสัตย์ 4 คน นางกำนัล 2 คนพี่น้องชื่อ เพ็ง และ เพียน ขุนพิทักษ์นายทหารผู้ทรยศและชั่วร้ายด้วย

    ทรัพย์แผ่นดินปลอดภัยแล้ว ต่อไปคือวางแนวกระสุนดินดำเพื่อระเบิดปิดปากถ้ำราชครูบอกกับทุกคนว่า สมบัติจำต้องมีวิญญาณปกปักษ์รักษา เราทุกคนนอกจากเจ้าพระยาขุนทหารที่ต้องกลับไปรบกับพม่า ต้องสละชีวิตเพื่อชาติ หัวใจทุกดวงที่ได้ฟังคำนั้นต่างก็คิดไปต่างๆ กัน แต่ทุกคนพร้อมที่จะสละชีวิต ยกเว้น ขุนพิทักษ์ และชู้รักคือนางเพียนที่ลักลอบหนีไปพร้อมสมบัติจำนวนหนึ่ง

    เมื่อถึงนาทีสำคัญ แต่ละชีวิตถูกปลิดปลงลงเหมือนใบไม้ร่วง สีหน้าของทุกคนสงบยิ้มน้อยๆ เมื่อดาบคมกริบฟาดลงจนสุดแรง คนถือดาบเองน้ำตาเต็มหน้าเมื่อชีวิตแล้วชีวิตเล่าสิ้นสุดลง คนสุดท้ายราชครูโหรหลวง “ท่านจงตัดหัวข้า เลือดของข้าจงขีดครอบแดนสมบัติไว้มิให้ใครมากล้ำกลาย หัวของข้าจงใส่พานนี้ตั้งไว้ แล้วหมุนพานไปรอบๆ เพื่อที่ข้าจะได้เห็นศัตรูที่เข้ามาทุกทิศ ต่อจากนั้นท่านจงระเบิดฝังทุกำสิ่งทุกอย่างไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์

    เจ้าพระยาประหารราชครูด้วยน้ำตานองหน้า ศีรษะบรรจงวางลงบนพาน นัยน์ตาปิดสนิท เจ้าพระยาเริ่มเลื่อนพานหมุนไปรอบๆ กระซิบเรียกชื่อราชครูเสียงแผ่วเบา ราชครูลืมตามองกวาดไปทุกทิศทางในขณะที่พานหมุนไป สายตาบอกถึงความเข้มแข็งแน่วแน่ สุดท้ายนัยน์ตาคู่นั้นมองเจ้าพระยาพร้อมกับยิ้มน้อยๆ เหมือนจะเอ่ยคำว่า “ลาก่อน” เจ้าพระยาก้มลงกราบร่างของราชครูออกนาม “ข้าพเจ้ากราบลาท่านราชครู” ก่อนระเบิดจะดังขึ้น หน้าผาถล่มลงระลอกแล้วระลอกเล่า ปิดขังวิญญาณผู้พิทักษ์ไว้ชั่วกาลนาน

    เมื่อเจ้าพระยากับทหารบางคนไปแล้ว คนทรยศทั้งสองหวนกลับมาเพื่อจะเอาสมบัติอีก และถ้ำสมบัติแห่งนั้นก็ได้วิญญาณผู้พิทักษ์เพิ่มเติมอีก 2 ดวง ด้วยน้ำมือของวิญญาณท่านราชครูผู้มีชื่อเดิมว่า “โสม” และใครๆ ในอยุธยาเรียกว่า “ปู่โสม”

    สองร้อยกว่าปีผ่านไป พ.ศ. 2549 กรุงเทพมหานคร
    วันนี้เป็นวันหมั้นของ โยธิน และ พิมาลา โยธินรักพิมาลาอย่างคลั่งไคล้ในขณะที่พิมาลาไม่มีใจตอบรักโยธินเลย แต่ความที่เป็นลูกกตัญญูจึงยอมทำตามคำสั่งของ พิณทอง ผู้เป็นแม่ พิณทองแม้จะเข้าวัยกลางคนแต่ยังสวย เป็นคนฟุ้งเฟ้อ จมไม่ลง หยิ่งยโสในชาติตระกูลผู้ดีเก่า และที่สำคัญพิณทองลักลอบเป็นชู้กับ พลโทพิชัย พ่อของโยธิน ขณะที่ มนัส พ่อของพิมาลาซึ่งเป็นคนดีไม่เคยระแวงสงสัยใดๆ เลย

    ขณะกำลังทำพีกรวดน้ำ คุณยายของพิมาลากล่าวคำอุทิศส่วนกุศลให้ทวดเพ็งและทวดเพียน พิมาลาถามคุณยายได้ความว่า ทวดทั้งสองเป็นบรรพบุรุษมีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยาเป็นคนกล้าหาญยอมตายเพื่อเฝ้าทรัพย์แผ่นดินที่รอดพ้นจากการถูกพม่าเผาผลาญ

    ณ ดินแดนมืดดำราวขุมนรก วิญญาณสองดวงผวาขึ้น เสียงเรียกชื่อดังก้องกังวาน เสียงสวดมนต์ดังแว่วๆ มา ชื่อทวดเพ็ง และทวดเพียนดังกึกก้อง วิญญาณสองดวงนั้นมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวังช่องทางติดต่อกับสายโลหิตเปิดแล้ว นางเพียนบอกว่าวิญญาณดวงอื่นถึงเวลาแห่งการปลดปล่อยของข้า ไม่ใช่ปู่โสมคนเดียวเท่านั้นหรอกนะที่ลูกหลานคิดถึง วิญญาณนางเพ็งพี่สาวท้วงว่า เรามีหน้าที่เฝ้าทรัพย์แผ่นดินไปไหนไม่ได้ นางเพียนว่าเอ็งอย่าโง่นักเลย

    ที่บ้านสวนที่สงบเงียบร่มรื่นแห่งนั้น อุบลวรรณ นิมนต์พระให้รับบาตร เธอหยิบอาหารดอกไม้ และธูปเทียนใสส่บาตรด้วยหัวใจอ่อนโยนในหน้าที่ผ่องแผ้ว แจ่ม แม่ครัวเตรียมของสำหรับกรวดน้ำ อุบลวรรณกรวดน้ำพร้อมเอ่ยนามผู้ที่อุทิศส่วนกุศลไปให้ และชื่อปู่โสมก็เปล่งออกมาจากปากของเธออย่างชัดเจน

    ปู่โสมรับส่วนกุศลนั้นด้วยสีหน้าสงบ วิญญาณดวงหนึ่งถามว่าเหตุใดปู่จึงไม่ไปเกิดเสียทีในเมื่อกุศลผลบุญที่มีผู้อุทิศให้เพียงพอแล้ว จากความอ่อนโยนสีหน้าปู่เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด ชี้หน้าตวาดก้อง ว่ากูมีหน้าที่ต่อแผ่นดินจะไม่ไปไหนทั้งสิ้น จนกว่าจะพบผู้มีบุญที่สมควรจะได้สมบัติเหล่านี้ไปกู้ชาติ

    อุบลวรรณ คือลูกหลานที่สืบทอดเชื้อสายมาจากปู่โสม มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ พีร์ ขณะนี้ทำงานเป็นข้าราชการสถานทูตที่ประเทศสเปน พีร์เป็นหนุ่มนิสัยดี หัวสมัยใหม่ไม่เคยเชื่อถือเรื่องลึกลับ ไสยศาสตรืหรือจิตวิญญาณใดๆ พ่อของพีร์เสียชีวิตแล้ว อุบลวรรณเลี้ยงลูกชายมาด้วยความอุตสาหะ พีร์เรียนสูงถึงระดับปริญญาโทในสาขาที่ถือว่าเรียนยากสาขาหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อรับราชการในกระทรวงต่างประเทศ จึงได้ไปประจำต่างประเทศอย่างรวดเร็ว

    วิญญาณนางเพียนมาเข้าฝันพิมาลาให้หาทางปลดปล่อยด้วย เพราะทรมานมาถึงสองร้อยกว่าปีแล้ว ไม่ได้ไปผุดไปเกิดเสียที พิมาลาไม่สนใจความฝันนั้นเลย แต่แล้วคืนที่สองที่สามที่สี่ เธอฝันติดๆ กันทุกคืน ในขณะที่วิญญาณทวดเพียนเริ่มสิ้นหวัง ที่ไม่มีสัญญาณตอบโต้ใดๆ จากพิมาลา นางคร่ำครวญกับวิญญาณดวงอื่นๆ ว่าพิมาลาเป็นลูกอกตัญญูไม่ช่วยแม่ คืนที่ห้า พิมาลาฝันว่าทวดเพียนมาข่มขู่อาฆาต ว่าถ้าไม่ช่วยจะทำให้ครอบครัววิบัติ นอกจากนี้ยังทวงบุญคุณให้พิมาลาตอบแทน พิมาลาตกใจตื่นและความที่ความฝันนั้นเหมือนจริง จนพิมาลากลัวจึงต้องปลุกคุณยาย วันรุ่งขึ้นพิณทอง พา พิมาลาไปหาหมอดู หมอดีว่าพิมาลากำลังมีเคราะห์ถูกวิญญาณร้ายรังควาน พิณทองหวาดหวั่นมากปรึกษากับโยธิน โยธินรู้จักหมอผีคนหนึ่งเป็นหมอผีสมัยใหม่ชื่อเมธี เมธีให้เครื่องลางคือหนังเสือบริเวหน้าผาก มาให้เป็นเครื่องป้องกันภัยอันตรายทั้งหมด รวมทั้งการถูกคุกคามจากวิญญาณด้วย แต่โยธินกลับขี้โกงเก็บไว้ใช้เอง เพราะเห็นอิทธิพลของเครื่องลางชิ้นนี้ด้วยตัวเอง คือถูกยิงและไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ดังนั้นพิมาลาจึงอยู่ในภาวะที่จะโดนคุกคามจากวิญญาณทวดเพียนตลอดเวลา

    ทวดเพียนซึมเศร้าแล้วกลายมาเป็นโกรธแค้นพิมาลา ซึ่งคือลูกสาวของนางในอดีตชาติ ชื่อ มณี นางกำนัลในพระมเหสีพระเจ้าเอกทัศน์ มณีรักกับ ขุนพิชิตพล ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านราชครูโสม เมื่อกรุงศรีอยุธยาใกล้จะล่ม ขุนพิชิตพลสู้จนเลือดหยดสุดท้ายก่อนเสียกรุง

    ต่อมาพิมาลาเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสเปน ที่นั่นพิมาลาพบพีร์ พิมาลาเหการณ์ที่พีร์ถูกผลักให้รถชน เดชะบุญที่ไม่เป็นอันตรายราวกับมีใครมาช่วย แต่คนที่ผลักพีร์ พิมาลาเห็นถนัดชัดเจนว่าเขาสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าแข็งกระด้างราวใส่หน้ากาก เมื่อเขาผลักพีร์แล้วก็หายไปในพริบตา พิมาลาเห็นเต็มตาว่าเขาหายไปเหมือนหายตัวได้

    ตัวพีร์เองรับรู้จาก โรซี่ ซึ่งเป็นยิปซีที่อยู่ในสเปนมีอาชีพเป็นหมอดู ว่าเขากำลังถูกวิญญาณร้ายคุกคาม โรซี่มีบุตรสาวคนเดียวชื่อ ผู้ซึ่งหลงรักพีร์อยู่ พีร์ไม่เชื่อโรซี่ แต่ต่อมาเขาก็เริ่มฝัน ฝันถึงเหตุการณ์วันอยุธยาล่ม ฝันเห็นนายทหารผู้หนึ่งต่อสู้ฟาดฟันป้องกันทหารพม่าไม่ให้ขึ้นไปพบหมู่มหามณเฑียร นายทหารผู้นั้นติดตามไล่ฆ่าทหารที่กรูเข้ากรุงศรีอยุธยา นายทหารผู้นี้ยืนมองกำแพงเมืองหนาแน่นสูงใหญ่ เหมือนป้อมปราการอันแข็งแรงร้าวปริแล้วถล่มทลายลงมาด้วยใบหน้านองน้ำตา ในฝันเขาเห็นนายทหารผู้นี้สู้อย่างห้าวหาญแม้เลือดจะท่วมร่างสู้จนแรงสุดท้ายเหือดหาย ร่างซวนซบลงกับพื้นดิน พีร์ ตกใจตื่นเสียก่อนที่จะเห็นหน้าของนายทหารผู้นั้นว่าคือใบหน้าของเขาเอง

    นักเรียนไทยนสเปน จัดแสดงละครเกี่ยวกับการเสียกรุงศรีอยุธยา พิมาลาพบพีร์ อีกครั้งหนึ่ง แต่การพบครั้งนี้ไม่ธรรมดา ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนมีพลักลึกลับดึงดูดให้เข้าหากันอย่างประหลาด เมื่อการแสดงเริ่มขึ้นภาพบนเวที คือฉากที่นายทหารหนุ่มตัดคอหญิงคนรัก เพื่อให้เป็นวิญญาณรักษาทรัพย์แผ่นดิน เมื่อนายทหารฟาดดาบลงไปไฟบนเวทีดับมืดลง เป็นอันจบการแสดง เสียงตบมือดังกราวในขณะที่พิมาลาเบิกตาโพลงมองไปที่เวที สิ่งที่เธอเห็นคือคมดาบนั้นฟาดลงบนคอของทวดเพียนขาดกระเด็น บนเวทีมีปู่โสม ขุนพิทักษ์ เพ็ง เพียน นางกำนัลอีก 4 คน ภาพที่พิมาลาเห็นก่อนหมดสติ คือใบหน้าของทวดเพียนที่หลุดกระเด็นอยู่กลางเวที ดวงตาเบิกกว้างจ้องมาที่พิมาลาอย่างวิงวอน น้ำตาเริ่มคลอและไหลพราก ปากขมุบขมิบเอ่ยคำที่พิมาลาได้ยินถนัดชัดเจน เพราะมันดังก้องในโสตประสาทของเธอว่า “ช่วยด้วย...ทรมานเหลือเกิน ช่วยแม่ด้วย” ทุกอย่างก็ลางเลือนหายไป ในขณะที่พิมาลาล้มฟาดลงและพีร์ รับไว้ได้ทันท่วงที

    โรซี่หมอดูยิบซีบอกซอนญ่าลูกสาวให้ไปพาพีร์มาพบ เพราะมีเรื่องสำคัญจะบอก พีร์พาพิมาลาไปด้วย เพราะในช่วงหลังนี้ทั้งสองคนสนิทสนมกันมากขึ้น เมื่อไปถึงโรซี่วางแหวนวงหนึ่งลงไปบนฝ่ามือของพีร์ แหวนวงนั้นสลักเป็นรุปจันทร์เสี้ยว และฝ่ามือพีร์ ที่แบรับแหวนก็เป็นรอยสลักรูปจันทร์เสี้ยวเช่นกัน ในเวลาเดียวกันนั้นวิญญาณปู่โสมกำลังลงโทษชายสองคนที่เข้ามาลักลอบขุดสมบัติในถ้ำร้าง บนฝ่ามือปู่โสมที่ผลักชายสองคนกระเด็นไปคนละทิศละทางนั้นเป็นรูปสลักพระจันทร์เสี้ยอย่างชัดเจน

    โรซี่บอกพีร์ ว่าแหวนวงนี้เป็นสมบัติของพีร์ ที่บรรพบุรุษของพีร์ฝากไว้กับบรรพบุรุษของซอนญ่า เพราะแท้ที่จริงแล้วซอนญ่ามีพ่อเป็นคนไทย ที่สืบเชื้อสายยาวนานขึ้นไปถึงสมัยอยุธยา ภาพย้อนในอดีตที่ซ้อนทับกับแหวนในมือพีร์ คือแหวนวงเดียวกันที่ปู่โสมยื่นให้แก่เจ้าพระยาสีหเดชา พร้อมทั้งฝากให้มอบแก่ขุนพิชิตพลลูกชาย ก่อนที่เจ้าพระยาผู้นั้นจะลงดาบตัดหัวปู่โสมจนขาดกระเด็น

    โรซี่บอกให้พีร์รักษาแหวนไว้ให้ดี เพราะจะเป็นเครื่องลางประจำตัวคุ้มครองไม่ให้มีอันตราย พีร์ไม่อยากรับไว้ เพราะเขาไม่เชื่อถือเรื่องอะไรที่พิสูจนืไม่ได้ แต่พิมาลาเชื่อเต็มที่และความคิดเห็นขัดแย้งกันนี้ทำให้พิมาลาและพีร์ต้องถกเถียงกันเรื่อยมา
    ต่อมาทั้งพิมาลาและพีร์มีเหตุที่ต้องกลับประเทศอย่างเร่งด่วน ซอนญ่าขอตามมาเพื่อมาหาญาติฝ่ายพ่อด้วย โรซี่ขวางทางสุดฤทธิ์ เพราะรู้ดีว่าซอนญ่าจะพบกับอันตรายอย่างใหญ่หลวงที่เมืองไทย โดยเฉพาะถ้าไปยุ่งเกี่ยวกับพีร์ แต่เหตุผลข้อนี้ยิ่งทำให้ซอนญ่าขัดแย้งรุนแรงกับแม่ถึงขนาดทะเลาะตัดขาดแม่ลูกกัน เพราะลึกๆ แล้วซอนญ่ามาเมืองไทย เพราะจะตามพีร์ มานั่นเอง อย่างไรก็ตามโรซี่ไม่อาจขัดขวางกรรมเก่าของซอนญ่าได้ ซอนญ่าซึ่งเดินทางพร้อมพิมาลามาถึงประเทศไทย

    เมื่อกลับถึงเมืองไทย โยธินเร่งรัดการแต่งงาน แต่พิมาลาตอบว่ายังไม่พร้อมเพราะพ่อเจ็บหนัก คุณยายก็แก่มากแล้ว โยธินหาทางบีบพิมาลาผ่านทางพ่อคือพลโทพิชัย และพ่อไปบีบพิณทองผู้เป็นชู้รักอีกที แต่วันหนึ่งพิมาลาจับได้ว่าพิณทองกับพลโทพิชัยลักลอบได้เสียกัน พิมาลาเสียใจมากจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป พีร์ อยู่เคียงข้างปลอบโยน ชี้แจงให้พิมาลามองหาเหตุผลในมุมของพิณทองบ้าง ความสัมพันธ์ของพีร์ และพิมาลาใกล้ชิดกันมากขึ้นจากเหตุการณ์นี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองคนจะรู้ซึ้งในความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี แต่ทั้งสองรู้ว่ารักนี้เป็นรักต้องห้าม พีร์ไม่มีสิทธิ์ที่จะรักพิมาลา ส่วนพิมาลานั้นไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิด ศีลธรรมในใจของทั้งสองคนเป็นประหนึ่งกำแพงกั้นไม่ให้กายใกล้กัน แม้ว่าหัวใจของทั้งสองจะเหมือนใจเดียวกันแล้วก็ตาม

    โยธินไม่ใช่คนตาบอด เขาตระหนักดีว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้หัวใจของพิมาลา จึงเป็นเหตุที่ทำให้โยธินเกลียดพีร์เข้ากระดูกดำ แผนสังหารถูกำหนดมือสังหารรับเงินรับงานไปทำ วันต่อมามีผู้พบมือสังหารตายในสภาพที่น่าสยดสยองที่สุด ในขณะเดียวกับวิญญาณปู่โสมกลับไปถึงที่ ทั้งเหน็ดเหนื่อยทั้งเศร้าหมองต่อการทำบาปผิดเพื่อคุ้มครองพีร์ ผู้เป็นสายโลหิต

    พิมาลาฝันร้ายอีก วิญญาณทวดเพียนยังคงพยายามสื่อสารถึงพิมาลาด้วยกุศลบุญที่คุณยายใส่บาตรอุทิศให้บรรพบุรุษเสมอมา ทวดเพียนผงาดขึ้นมีพลังขึ้น โดยปู่โสมไม่สามารถขัดขวาง หรือแม้แต่ทวดเพ็งผู้เป็นพี่สาวก็ตาม สิ่งที่ปู่โสมทำได้ คือห้ามไม่ให้ทวดเพียนใช้อำนาจความเป็นแม่ในชาติก่อนบีบบังคับลูกสาวในชาตินั้น คือ มณี เพราะเป็นการผิดบาปอย่างร้ายแรง ทวดเพียนอ้อนวอนพิมาลาด้วยน้ำตานองหน้า พิมาลาเชื่อโดยไม่มีข้อแม้ เพราะจำได้ว่าคือใบหน้าของคนที่ถูกตัดคอในการแสดงที่สเปน ในฝันพิมาลาบอกทวดเพียนว่า ถึงแม้จะอยากช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยด้วยวิธีใด ทวดเพียนว่าไม่ยาก เพียงแต่พิมาลาพาพีร์ เดินทางไปหาสมบัติกรุงแตกเท่านั้นรับรองว่ามีสมบัติจริงซ่อนอยู่ในถ้ำในป่าลึกแห่งหนึ่ง

    โยธินรู้ว่าสมบัติมีจริงจากพิณทอง ความโลภเข้าครอบงำเต็มหัวใจ โยธินพยายามทุกวิถีทางที่จะหาข้อมูลการไปหาสมบัติ ในที่สุดเรื่องก็รู้ถึงหูเมธี เมธีเพื่อนชื่อ โทนี่ ซึ่งเป็นนักโบราณคดีศึกษาเรื่องกรุงแตกมาอย่างทะลุปรุโปร่ง โทนี่รู้จักกับจามชาวอยุธยาอีกคนหนึ่งซึ่งมีความเชื่อว่าสมบัติกรุงแตกส่วนหนึ่งเป็นของบรรพบุรุษของตน คนชั่วร้ายพอๆ กันมารวมกลี่มกันแผนการณ์ล่าสมบัติจึงเป็นความจริง

    ขบวนล่าสมบัติได้ฤกษ์ออกเดินทาง ในจำนวนนี้มีคนสามคนที่ไม่ได้อยู่ในแผนร่วมเดินทางไปด้วย คือ พิมาลา พีร์ และซอนญ่า พิมาลาไปเพราะเสียใจจากแม่ที่มีชู้ พีร์ตามไปเพราะห่วงพิมาลา ส่วนซอนญ่าตามไปเพราะอ้างว่าจะไปสืบเรื่องราวบรรพบุรุษตัวเองทั้งๆ ที่ความจริงตามพีร์ไป

    ระหว่างการเดินทาง ทั้งหมดได้หลงเข้าไปในเมืองลับแล และที่นั่นหญิงที่เป็นหัวหน้าอยู่ก็คือ นางรำ ที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลย แต่หนีกลับมาได้ จนมาตั้งหมู่บ้าน กลายเป็นหมู่บ้านลับแลขึ้น และที่นี่พีร์กับพิมาลาเริ่มมองเห็นอดีตชาติของตนว่าที่เคยรักกันมาก่อน แต่ทั้งสองก็ยังปะติดปะต่อเรื่องไม่ได้มากนัก เพราะโยธินจะคอยก่อกวนอยู่เสมอ ต่อมาทั้งหมดได้ออกจากเมืองลับแล และถูกวิญญาณทวดเพียนพามาที่ถ้ำแห่งหนึ่งและที่นั่น ทุกคนก็ได้เจอสมบัติที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ โดยวิญญาณทวดเพียนเอาออกมาล่อให้ทุกคนพอใจ ทวดเพียนบอกว่าสมบัติมีมากมายมหาศาลกว่านี้เป็นสิบๆ เท่า ณ ที่ที่ปู่โสมซ่อนไว้ ตนเองไม่สามารถพาไปได้เพราะนอกเหนืออำนาจ แต่มีบุคคลอยู่หนึ่งที่พาไปถึงได้ เพราะคนผู้นั้นมีพุทธคุณคุ้มกาย และได้ประพฤติปฏิบัติจนได้ญาณแก่กล้าเป็นเวลาถึงยี่สิบปี ทวดเพียนพาไปหาคนผู้นั้น คืออาจารย์ชื่อ พุทธะ เคยมาตามหาเหล็กไหล แต่มาถูกปู่โสมกักขังไว้ถึง 20 ปี จนฝึกฝนปฏิบัติธรรมจนสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ อาจารย์พุทธะบอกกับทุกคนว่า ปู่โสมเคลื่อนย้ายสมบัติหนีการคุกคามของผู้คนไปยังเทวาลัยร้างชายแดนเขมร แต่อย่าตามไปเลยเพราะนั่นคือสมบัติของแผ่นดินจะตกอยู่กับมือผู้มีบุญเท่านั้น และคนๆ นั้นจะปรากฏตัวต่อเมื่อเมืองล่มถึงสามครั้งเสียก่อน

    คนโลภคือคนโลภ สมบัติมหาศาลที่รออยู่ข้างหน้า จุดประกายความอยากได้ในใจของคนโลภ จนลืมนึกถึงบาปบุญคุณโทษ คณะคนชั่วบังคับอาจารย์พุทธะให้พาไปเทวาลัยร้าง อาจารย์จำต้องพาไป ระหว่างทางทั้งหมดได้พบกับอันตรายนานาประการ เช่น งูหลามยักษ์ ไฟป่า มนุษย์กินคน ช้างงาเดียว ฯลฯ แต่ก็รอดปลอดภัยหลังจากผจญภัยกันจนล้มลุกคลุกคลาน

    เทวาลัยร้างอยู่ข้างหน้าไม่ไกล เหล็กไหลของอาจารย์พุทธะก็เป็นที่ต้องการของคนหลายคน ในขณะที่ตัวของอาจารย์นั้นไม่มีประโยชน์แล้ว อาจารย์รู้ตัวว่าตนชะตาขาดจึงมอบเหล็กไหลให้พีร์ ก่อนที่จะถูกโยธินลอบฆ่าด้วยความร่วมมือของเมธีและโทน่า แต่ไม่มีใครเอาเหล็กไหลไปจากพีร์ได้เพราะปู่โสมคุ้มครองอยู่

    พีร์กับพิมาลาเริ่มมองเห็นภาพในอดีตชาติของตนเอง จนปะติดปะต่อได้ความแล้วว่า พีร์เป็นลูกชายของราชครูโสม และพิมาลาเป็นลูกของนางเพียนที่เป็นคู่เวรกันมา เพราะราชครูฆ่านางเพียน พีร์ได้รับรู้ถึงความกล้าหาญของบรรพบุรุษของตนเอง ในขณะที่พิมาลากลับต้องเสียใจที่รู้ว่าบรรพบุรุษของตนต้องมีจุดจบอย่างไร พิมาลาพยายามอ้อมวอนให้ดวงวิญญาณทวดเพียนและขุนพิทักษ์บรรพบุรุษของโยธิน ให้เสียสละต่อแผ่นดินเฝ้าสมบัติต่อไป แต่ไม่สำเร็จเพราะทั้งสองวิญญาณยังต้องการจะเป็นอิสระจากปู่โสมให้ได้

    ทั้งหมดถึงเทวาลัย ปู่โสมรักษาสมบัติของชาติอย่างถวายวิญญาณนางกำนัลทั้ง 4 คน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างสุดความสามารถ แต่ปู่โสมไม่ใช่มีศัตรูจากภายนอกเท่านั้น ภายในขุนพิทักษ์และนางเพียนพร้อมที่จะลอบกัดปู่ตลอดเวลา จนในที่สุดคณะหาสมบัติที่ถูกปู่เล่นงานจนสะบักสะบอมก็เริ่มท้อ ไม่รู้จะหาวิธีการเอาชนะปู่โสมได้อย่างไร ทวดเพียนมาเข้าฝันพิมาลาให้โจมตีปู่ในวันพระใหญ่ที่ปู่ต้องจำศีล วันนั้นจะเอาชนะปู่ได้ แต่พิมาลาเก็บข้อความนั้นเงียบไว้ไม่บอกใครเลย ขุนพิทักษ์อยากฆ่าพิมาลาโทษฐานทรยศ แต่ทวดเพียนขอไว้ ขุนพิทักษ์จึงถามทวดเพียนว่าทำอย่างไรจะบอกให้พวกล่าสมบัติรู้ว่าต้องสู้กับปู่ในวันพระใหญ่ จึงจะเอาชนะปู่ได้ นาทีชีวิตมาถึง

    ปู่โสมมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า ผู้สืบเชื้อสายสองคนกำลังถึงจุดวิกฤติของชีวิต แต่ปู่ทำอะไรไม่ได้ ปู่มีแต่วิญญาณที่ทำได้เพียงลงโทษผู้กระทำผิดต่อทรัพย์แผ่นดิน แต่สำหรับผู้มีหัวใจรักที่บริสุทธิ์ต่อกัน เป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจของปู่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรรม

    ขุนพิทักษ์ไม่สามารถติดต่อโยธินผู้เป็นสายเลือดได้ เพราะโยธินไม่เคยทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เลย คณะล่าสมบัติอ่อนเพลียลงทุกวัน ปู่เริ่มจะทนไม่ได้อยากหาทางเผด็จศึกในที่สุด ขุนพิทักษ์คิดออกให้นางเพียนเข้าฝันคุณยายผู้ซึ่งอาการหนักใกล้จะสิ้นใจ คุณยายสงสารนางเพียนที่ครวญคร่ำรำพันในฝัน จึงรับปากที่จะบอกพิณทองให้ใส่บาตรไปให้ เมื่อพิณทองใส่บาตรให้นางเพียน นางเพียนจึงสามารถสื่อสารกับพิณทองให้ไปบอกพลโทพิชัยด้วย ให้ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้โยธิน

    ในที่สุดโยธินก็ได้ความลับนี้ เมื่อถึงวันพระใหญ่ กลุ่มของเมธีใช้เวทมนต์เข้าไปถึงสมบัติ แล้วพากันหนีข้ามไปแดนเขมร เมธีได้ขอความช่วยเหลือจากเหล่านางอัปสรา ที่ดูแลบริเวณเทวาลัยในเขมร ให้ช่วยป้องกันการติดต่อของปู่โสมด้วย นางอัปสราตกลงจะร่วมมือกับเมธี

    ปู่โสมกับบริวารตามมาถึงแดนเขมร แต่ก็ไม่สามารถจะเข้าไปได้ เพราะเหล่านางอัปสราพากันตั้งรับอย่างแข็งขัน ปู่โสมจึงขอเปิดการเจรจา ภาพที่น่าดูที่สุดคือ ณ เส้นแบ่งกั้นเขตแดนสองประเทศ วิญญาณต่อวิญญาณเผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายให้เกียรติกันรับฟังซึ่งกันและกันอย่างสันติ
    นางอัปสราผู้เป็นใหญ่เมื่อฟังเหตุผลของปู่โสม ที่ว่าสมบัตินั้นแม้นบางส่วนจะเคยเป็นของเขมรมาก่อน แต่ด้วยกติการะหว่างประเทศช่วงทำสงคราม เมื่อฝ่ายใดเป็นฝ่ายแพ้ สมบัติก็ต้องตกเป็นของผู้ชนะ นั่นเป็นหลักของความยุติธรรมในการศึกสงครามแล้ว หัวหน้านางอัปสราจึงเข้าใจและยอมให้ปู่โสมผ่านด่านเข้าไปเล่นงานเมธีได้

    ณ ชายแดนระหว่างไทยกับเขมร จึงได้กลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างคนกับผี และในที่สุดราชครูหรือปู่โสมก็เป็นฝ่ายมีชัยต่อเมธีแผ่นดินสืบไป เมธี โทนี่ และตามตกไปตามๆ กันรวมทั้งซอนญ่าที่พยายามช่วยพีร์จากเงื้อมมือของเมธีด้วย

    ในขณะที่ปู่โสมกำลังติดพันอยู่ในสงครามกับมนุษย์ วิญญาณสองดวงที่จมอยู่กับความพยาบาทที่ยังไม่ยอมจนมุม คือ ขุนพิทักษ์และนางเพียนผู้ทมี่ถูกปู่โสมฆ่าตาย เพื่อเฝ้าทรัพย์แผ่นดินเมื่อกรุงแตก สองร้อยกว่าปีนานเกินที่ทั้งสองคนจะยอมทนทุกข์ทรมาน นางเพียนบังคับโยธินให้จับพีร์ไป พิมาลาตามไปด้วย พีร์สู้กับโยธิน โยธินสู้กับเหล็กไหลไม่ได้จึงเสียชีวิต เหลือพีร์และพิมาลา ช่างพอดีเหลือเกินที่จะเป็นตัวตายตัวแทนของขุนพิทักษ์และนางเพียน ทั้งสองวิญญาณเริ่งร่ากับอิสระภาพที่อยู่แค่เอื้อม แต่แล้วเสียงหัวเราะก็หยุดลง เพราะว่าใครจะเป็นคนฆ่าใคร มีเพียงคนหนึ่งเท่านั้นที่จะตายเพราะน้ำมืออีกคน เพราะวิญญาณสังหารใครไม่ได้ พีร์ต่อรองเพราะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต้องตาย เพราะฉะนั้นขอแลกด้วยชีวิตเดียว ขุนพิทักษ์กับนางเพียนจำต้องยอมหลังจากถกเถียงกันเพราะไม่มีทางเลือก อยู่ที่ว่าวิญญาณดวงใดจะได้รับการปลดปล่อย

    พีร์ยอมตายโดยให้พิมาลาฆ่า ส่วนพิมาลาเช่นกันเธอก็เต็มใจเป็นผู้ถูกแลกเปลี่ยนวิญญาณโดยให้พีร์เป็นผู้ฆ่า พิมาลาอ้างหน้าที่ลูกต่อแม่ พีร์ว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องรักษาชีวิตผู้หญิงที่เขารักเหมือนกัน พีร์ถือปืนจะฆ่าตัวเอง พิมาลาแย่งปืนด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด และหนึ่งชีวิตก็ล้มลงในขณะที่เสียงหัวเราะอย่างปรีดาปราโมทย์ของวิญญาณหนึ่งดังก้อง

    วันเวลาผ่านไป ภิกษุรูปหนึ่งยืนรับบาตรด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แฝงความเศร้าสะเทือนใจอยู่ลึกๆ แต่ยังมีรอยยิ้มบางๆ ให้หญิงวัยกลางคนที่ใส่บาตรเสร็จ พลางเปล่งวาจาอวยพร อุบลวรรณกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ชื่อหนึ่งที่เปล่งออกจากปากอย่างชัดเจนคือ พิมาลา

    ภิกษุหนึ่งเปิดฝาบาตร ของใส่บาตรถูกวางลงอย่างนุ่มนวล ภิกษุปิดฝาบาตร สบตากับผู้ใส่บาตร อึดใจหนึ่งสายตาอาลัยอาวรณ์ลึกซึ้ง แต่แล้ววูบหนึ่งก็เปลี่ยนเป้นสงบสำรวมของผู้ทรงศีลหันหลังกลับเดินจากไป พร้อมๆ กับร่างของผู้ใส่บาตรจางลง จางลง จนไม่เหลือรอย

    ปู่โสมวางมือเหนือศีรษะของวิญญาณพิมาลาที่ก้มลงกราบ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาปู่ในความมืด ปู่ยังมองเห็นน้ำตาที่คลอเต็มตา หยาดหยดลงพร่างพรายเต็มหน้า “ลูกเอ๋ย” ปู่เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดินเช่นพวกเรา”

    ติดตามชมได้ทางช่อง 7 ทุกวันศุกร์-เสร์-อาทิตย์ หลังข่าวภาคค่ำ

    Tags >>
  • ร่วมแสดงความเห็น
    ชื่อ :
      
    ตัวเลขจากภาพ :
      
    ความเห็น :